ชื่อเรื่อง                  การพัฒนาหลักสูตรสาระท้องถิ่น   เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระ

                           การเรียนรู้การงานอาชีพเเละเทคโนโลยี  ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 

เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

โรงเรียนนาข่าวิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม

ผู้วิจัย                     นางทองสุก   เลิกนอก

ปีที่ทำวิจัย             พ.ศ. 2553

บทคัดย่อ

 

การวิจัยครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรสาระท้องถิ่น เรื่อง ถิ่นสวยด้วยไหม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย  ผู้บริหารสถานศึกษา  ครู  คณะกรรมการนักเรียน  และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมจำนวนทั้งสิ้น  69  คน  โรงเรียนนาข่าวิทยาคม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วบ  1)  หลักสูตรสาระท้องถิ่น  เรื่อง ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  2)  แบบประเมินหลักสูตรสาระท้องถิ่น  มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scale)  ตามวิธีของลิเคอร์ท  (Likert)  ซึ่งมีระดับความเหมาะสม  5  ระดับ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  คือ  ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยพบว่า  ผลการพัฒนาหลักสูตรสาระท้องถิ่นเรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเเละเทคโนโลยี  ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ทำให้ได้หลักสูตรสาระท้องถิ่น ที่จะนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีในวิชาเพิ่มเติม งานประดิษฐ์จากรังไหม  รวมจำนวน  3 หน่วยการเรียนรู้  8 แผนการจัดการเรียนรู้  ใช้เวลาเรียนรวม  16  ชั่วโมง  ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อหลักสูตรสาระท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น พบว่า  ผลการประเมินหลักสูตรสาระท้องถิ่น  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทลโนโลยี  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โดยผู้เชี่ยวชาญมีค่าเฉลียโดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมาก  ค่าเฉลี่ย  (m = 4.23)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากขึ้นไปในทุกข้อ  โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย  3  อันดับแรก  ได้แก่  ผังมโนทัศน์มีความเหมาะสมมากที่สุด  มีค่าเฉลี่ย  (m = 4.80)  พันธกิจและสื่อ/แหล่งการเรียนรู้  (m = 4.60)   และการวิเคราะห์หลักสูตรสาระการเรียนรู้ช่วงชั้น  ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและสาระการเรียนรู้รายปี  หรือรายภาคมีความเหมาะสมมาก  มีค่าเฉลี่ย 

(m = 4.40)

คำสำคัญ  :หลักสูตรสาระท้องถิ่น

 

บทนำ

 

                จากสภาพปัจจุบันของสังคมไทย  กระแสการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ  เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ  สังคม  และวิทยาการต่างๆ  แม้กระทั่งการจัดระบบการศึกษา  เพื่อให้การจัดการศึกษาของประเทศไทยมีคุณภาพ  สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมไทย  ทำให้ผู้เรียนมีศักยภาพในการแข่งขันและเกิดการร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ที่เกิดประโยชน์ในสังคมโลก  ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  2540  และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  2542  และแก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่  2)  พ.ศ.  2545  กระทรวงศึกษาธิการ  จึงได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ  โดยกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เพื่อเป็นเป้าหมายและกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพให้เป็นคนดี  มีปัญญา  มีคุณภาพชีวิตและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก  (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544)  ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์  ให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  โดยถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด  สามารถพัฒนาได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ

                ในการจัดการศึกษาที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง  จะต้องเป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องเกื้อกูลต่อชีวิตจริงและสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต  เศรษฐกิจ  สังคมของแต่ละชุมชน  ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ชีวิตจริงและชุมชนของตนเองในด้านต่าง ๆ   มุ่งให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง  ทำให้เกิดประสบการณ์  สามารถพัฒนาตนเองและเกิดความรักความภาคภูมิใจในชุมชนของตนเอง  การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการจัดการศึกษา  ครูและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาทุกฝ่าย ได้พยายามหายุทธวิธีในการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้มุ่งหวังให้การศึกษาพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  ความรู้และคุณธรรม  มีจริยธรรมและวัฒนธรรม  ในการดำรงชีวิตและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้  อย่างมีความสุข  ตามมาตราที่  6  ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  ..  2542   (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาเเห่งชาติ  2542)  และให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน  มีความก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่สามารถปรับตัวได้อย่างรู้เท่าทันการเปลี่นแปลงในสภาวะโลกที่มีการเปลี่ยนด้านต่างๆ  อย่างรวดเร็วตลอดเวลาและเป็นโลกแห่งการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด  การศึกษาจำเป็นต้องพัฒนาคนให้เข้มแข็งทางปัญญา  มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตและสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้  ดังนั้นจึงเกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนการจัดการศึกษาให้ดี  พัฒนาคนให้มีคุณภาพ  เป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  (กรมวิชาการ,  2545)

การปฏิรูปการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทุกคนในสังคมตระหนักว่าเป็นเส้นทาง

นำไปสู่การแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นและหวังว่าการศึกษาจะเป็นกระบวนการนำไปสู่

การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน  (กระทรวงศึกษาธิการ  2544)  จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

แห่งชาติ  ฉบับที่  8  (2540 - 2544)  เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญขของการวางแผนพัฒนาประเทศและเป็น

แผนปฏิรูปความคิดและคุณค่าใหม่ของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาค

ส่วนในสังคมและมุ่งให้  “คนเป็นศูนย์กลางพัฒนา”  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9  (2545 - 2549)  ได้อัญเชิญ  “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”  มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาและบริหารประเทศ  ควบคู่ไปกับกระบวนทรรศ์การพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวมที่มี  “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา”  ต่อเนื่อง (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  2549) จากแผนพัฒนา ฯ  ฉบับที่ 8  มุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและอยู่ดีมีสุขในสังคมไทยสร้างค่านิยมให้คนไทย  ตระหนักถึงความจำเป็น  การปรับเปลี่ยนกระบวนการคิด  ทัศนคติ  และกระบวนการทำงานโดยยึดหลัก  “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”  เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าที่ดีในสังคมไทย  วิชัย วงษ์ใหญ่  (2543 )  กล่าวว่า  การปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากการจัดการศึกษาของไทยเน้นความรู้  ความจำเป็นส่วนมาก  ส่วนความสามารถในการปฏิบัติและการพัฒนาทักษะความคิดของผู้เรียนมีค่อนข้างน้อย  ซึ่งแสดงถึงการจัดการเรียนการสอนที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง  ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนแนวทางให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแทน จึงจะนับว่าสนองตอบต่อการจัดการศึกษาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  8  และฉบับที่  9  และสอดคล้องกับการปฏิรูปที่  22  ได้กล่าวถึงการจัดการศึกษาโดยยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง  การเรียนรู้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  ..  2542   ในหมวดที่  4   มาตรา  22  และถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด  กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติเต็มตามกระบวนการการจัดการศึกษาและเต็มตามศักยภาพ  (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ,   2542 )   จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่า  การปฏิรูปการศึกษามุ่งเน้นที่การพัฒนาประเทศ  สอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่  10  (พ.ศ. 2550 - 2544)  มุ่งสู่  “สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน”  ภายใต้แนวปฏิบัติของ   “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”   ที่กำหนดพันธกิจของการพัฒนาประเทศ  (1)  พัฒนาคนให้มีคุณภาพ  คุณธรรมนำความรอบรู้อย่างเท่าทันและมีวัตถุประสงค์   (2)   เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คู่คุณธรรม  (3)  เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชน  (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,  2549)

                เศรษฐกิจพอเพียง  (คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง  คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,  2549)  เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนวทางการดำเนินชีวิต   แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า  25  ปีตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ  และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขข เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างงมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว  ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ   ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ   เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์  ความพอเพียง  หมายถึง  ความพอประมาณ   ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็น  ที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกเเละภายใน  ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ความรอบครอบ  เเละความระมัดระวังอย่างยิ่ง  ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนเเละ การดำเนินการทุกขั้นตอน  และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ  โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ  นักทฤษฎีและนักธุรกิจในทุกระดับให้มีสำนึกในคุณธรรม  ความซื่อสัตย์สุจริต  และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสมดำเนินชีวิตด้วยความอดทนความเพียร  มีสติปัญญาเเละความรอบคอบ  เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุสังคมสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

กระทรวงศึกษาธิการ  (ถวัลย์   มาศจรัส,  2550)  ได้เริ่มดำเนินโครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษามาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม  . 2549  โดยร่วมกับหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐเเละเอกชน  อาทิ  คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาเเละเยาวชน โครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นที่เป็นภาคร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง  โดยกำหนดนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการร่วมดำเนินการโครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิพอเพียงสู่สถานศึกษา  นำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  ซึ่งประกอบด้วยหลัก  3  ห่วง  2  เงื่อนไข อันประกอบด้วย  พอประมาณ   มีเหตุผล  มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี และมีความรู้  มีคุณธรรม  ซึ่งจะนำไปสู่ชีวิต เศรษฐกิจ  สังคม และสิ่งแวดล้อม ในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการใน  3  ระดับ  คือ  (1) ระดับชาติ  (2) ระดับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ เเละ (3) ระดับปฏิบัติการ

นอกจากนี้  กระทรวงศึกษาธิการยังได้กำหนดให้ ดำเนินการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาผ่านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเเละสถานศึกษา  เพื่อนำไปสู่การจัดการเรียนรู้ระดับปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรมเน้นใน  3  ประเด็นหลัก  คือ  (1)  การจัดทำหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง  (2) การจัดทำหน่วยการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง  (3) การจัดทำหน่วยการเรียนรู้บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียงสู่การเรียนการสอนในทุกระดับ ใน  8  กลุ่มสาระการเรียนรู้และ  1  กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ก็เป็นกิจกรรมที่สำคัญกิจกรรมหนึ่งที่โรงเรียนดำเนินการตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อวางรากฐานให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันจริง สามารถพึ่งตนเองได้และเป็นวิถีชีวิตที่มั่นคงยั่งยืนสืบไป

จะเห็นได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาประเทศไทยได้มีความเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน   เมื่อมีการตรากฎหมายการศึกษาที่เรียกว่า  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  ..  2542 ขึ้น  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่  20  สิงหาคม  2542  มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญขึ้นหลายประการ  ดังนี้

1.  หลักการจัดการศึกษา  ยึดหลักการจัดการศึกษาตลอดชีวิต

2.  ทุกคนมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

3.  การจัดการศึกษามี  3  รูปแบบ  คือ  การศึกษาในระบบ  นอกระบบ  และตามอัธยาศัย

4.  แนวทางการจัดการศึกษา

4.1  ถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดและทุกคนมีความสามารถเรียนรู้  และพัฒนาตนเองได้

ควรส่งเสริมให้เขาพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ

4.2  สิ่งที่ควรจัดให้ผู้เรียนมีความสมดุลทั้งความรู้คุณธรรม  เพื่อให้เป็นคนเก่ง

คนคีและมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

4.3        การจัดกระบวนการเรียนรู้  ควรจัดให้สอดคล้องกับความสนใจ  ความถนัด

และความแตกต่างของผู้เรียน โดยเน้นให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติจริงให้มากที่สุด

                           4.4  สิ่งเสริมให้มีการค้นคว้าจากเเหล่งเรียนรู้

                              4.5  การประเมินผล  เน้นการประเมินผลตามสภาพจริง  เพื่อนำผลการประเมินไป

พัฒนาข้อบกพร่อง

4.6       หลักสูตรที่ใช้ในการเรียนรู้ต้องยืดหยุ่น  เน้นให้สถานศึกษาและครูมีบทบาท

สำคัญในการพัฒนาหลักสูตร

4.7       ผู้สอนควรมีความรู้เเละทักษะทางการวิจัย  สามารถใช้กระบวนการวิจัยเพื่อ

พัฒนาและแก้ไขปัญหาของผู้เรียน

5.  การบริหารเเละการจัดการศึกษามุ่งเน้นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและสถานศึกษา

6.  จัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา  เพื่อควบคุมคุณภาพการจัดการศึกษาในทุกระดับให้มีมาตรฐาน

7.  พัฒนาและยกระดับมาตรฐานบุคลากร  ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา โดยเฉพาะครูผู้สอนและผู้บริหาร  เพื่อให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง  อันจะส่งผลทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมา

8.  ส่งเสริมให้มีการระดมทุนจากทุกส่วน  เพื่อสนับสนุนการศึกษา

9.  ส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีการผลิต เเละพัฒนาสื่อ  ตำรา หนังสือทางวิชาการโดยเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กระทรวงศึกษาธิการ  2549)  ได้กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนาสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น  เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่น  หรือแก้ปัญหาของชุมชน  ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมและอยู่ในระหว่างการหาแนวทางเเก้ปัญหา  ได้แก่  ปัญหาสภาพเศรษฐกิจ  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของครู  และผู้นำชุมชน  ต้องจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับหลักปรัชญญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชให้กับนักเรียน  ตลอดจนให้ความสำคัญในการปลูกฝังนักเรียนให้ตระหนักและ ยึดแนวทางการดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง  เพราะหากนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว  ถึงแม้อาจจะเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจก็ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อนักเรียนและชุมชน  นักเรียนสามารถปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน   และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนโดยทั่วไป  พบว่า  ยังมิได้พัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  เป็นเรื่องที่กำลังได้รับการส่งเสริมทุกหน่วยงาน  ซึ่งมีสาเหตุมาจากครูขาดความรู้

ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง  จึงส่งผลให้การจัดการศึกษาไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่  นักเรียนไม่สามารถหาแนวทางแก้ปัญหาในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของตนเองและท้องถิ่น  ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาการจัดการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเเก่นักเรียน ชุมชน  ต่อไป

อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานกิจกรรมการงานอาชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนนาข่าวิทยาคม  ตำบลนาข่า  อำเภอวาปีปทุม  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  ส่วนมากดำเนินการจัดกิจกรรมควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน  โดยเฉพาะในกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี  รายวิชางานประดิษฐ์ตามหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนที่กำหนดไว้ในหลักสูตร  และขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละโรงเรียน  นอกจากนี้ยังพบปัญหาและ อุปสรรคในการดำเนินงานหลาย ๆ ด้าน เกี่ยวกับปัญหาการดำเนินงานกิจกรรมการประดิษฐ์ที่พบคือ  นักเรียนและครูยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับการเรียนการสอนเท่าที่ควร ทำให้เกิดปัญหาในการนำไปบูรณาการจัดการเรียนการสอน  ตลอดจนหลักสูตรวิชางานประดิษฐ์มีเวลาสำหรับจัดการเรียนการสอนน้อย  ทำให้มีเวลาในการฝึกปฎิบัติน้อยไปด้วย  ส่งผลให้นักเรียนขาดทักษะทางการประดิษฐ์  ขาดทักษะวิชาการงานประดิษฐ์สมัยใหม่ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย  ขาดการจัดการที่ดีทำให้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร  ตลอดจนครูผู้สอนขาดเทคนิควิธีการสอน ยังสอนแบบเดิมๆ  ไม่มีสื่ออุปกรณ์ที่ทันสมัย  รวมทั้งครูผู้สอนขาดขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน ขาดงบประมาณสนับสนุนในการจัดกิจกรรมงานประดิษฐ์หรืองบประมาณที่ได้รับสำหรับดำเนินงานกิจกรรมการประดิษฐ์มีน้อย  ไม่เพียงพอ ส่งผลทำให้การดำเนินกิจกรรมไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรและอีกประการหนึ่งเพื่อให้ผู้เรียนได้ตระหนักเห็นความสำคัญของชุมชนและท้องถิ่นของตน จากคำขวัญจังหวัดมหาสารคาม ว่า “พุทธมณฑลอีสาน ถิ่นฐานอารยธรรม ผ้าไหมล้ำเลอค่าา ตักสิลานคร” คำขวัญตำบลนาข่า  ว่า “นาข่าแดนคนดี บุญข้าวจี่เดือนสาม สาวงามระบือไกล ผ้าไหมกระเดื่องนาม ” 

จากสภาพปัญหาเเละแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ทำให้ผู้วิจัย มีความสนใจที่จะพัฒนาหลักสูตรสาระท้องถิ่น  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

 

 วัตถุประสงค์ของการวิจัย

 

1.   เพื่อพัฒนาหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

2.   เพื่อประเมินหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

 

 ขอบเขตของการวิจัย

 

1.  กลุ่มเป้าหมาย  คือ  ผู้บริหารสถานศึกษา  ครู  คณะกรรมการนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนนาข่าวิทยาคม  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น   กระทรวงมหาดไทย

2.   เนื้อหาที่ใช้ในหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น  คือ  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเและเทคโนโลยี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

 

 วิธีการดำเนินการ

 

1.   เลือกกลุ่มเป้าหมาย

2.   ประชุมชี้แจงการดำเนินการวิจัยในลักษณะของโครงการอภิปรายซักถามในประเด็นต่าง ๆ จนเกิดความเข้าใจที่ชัดเจน

3.  อบรมเชิงปฏิบัติการ  เรื่อง  การจัดทำหลักสูตรสาระท้องถิ่น

4.   จัดทำหลักสูตรสาระการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในโรงเรียนโดยมุ่งเน้นการปฏิบัติ  การคิดวิเคราะห์

5.   นำหลักสูตรสาระท้องถิ่น ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  หาประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญ  จำนวน  5  ท่าน  

 

 ขอบเขตของการวิจัย

 

1.  กลุ่มเป้าหมาย  คือ  ผู้บริหารสถานศึกษา  ครู  คณะกรรมการนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนนาข่าวิทยาคม  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น   กระทรวงมหาดไทย

2.   เนื้อหาที่ใช้ในหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น  คือ  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเและเทคโนโลยี ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

 

 เครี่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี  2  ชนิด  ได้แก่

3.1  หลักสูตรสาระท้องถิ่น  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  ตามหลักปรัชญูาเศรษฐกิจพอเพียง  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

3.2  แบบประเมินหลักสูตรสาระท้องถิ่น  เป็นแบบประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและแบบประเมินโดยนักเรียน  โดยใช้คำถามจากองค์ประกอบของหลักสูตรสาระท้องถิ่น  จำนวน 13 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า  (Rating  Scale)  ตามวิธีของลิเคอร์ท  (Likert)  ซึ่งมีระดับความเหมาะสม  5  ระดับ คือ  เหมาะสมมากที่สุด  เหมาะสมมาก  เหมาะสมปานกลาง   เหมาะสมน้อย   และเหมาะสมน้อยที่สุด

 

สรุปผล

 

1.  ผลการพัฒนาหลักสูตรสาระท้องถิ่น  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ทำให้ได้หลักสูตรสาระท้องถิ่น ที่จะนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเเละเทคโนโลยี ในวิชาเพิ่มเติม  งานประดิษฐ์จากรังไหม  รวมจำนวน  3  หน่วยการเรียนรู้   8  แผนการจัดการเรียนรู้  ใช้เวลาเรียนรวม   16   ชั่วโมง

2.  ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อหลักสูตรสาระท้องถิ่น  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเเละเทคโนโลยี  ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น  พบว่า   ผลการประเมินหลักสูตรสาระท้องถิ่น  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โดยผู้เชี่ยวชาญ  มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากค่าเฉลี่ย  (m = 4.23)  เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากขึ้นไปในทุกข้อ  โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย  3  อันดับแรก  ได้เเก่   ผังมโนทัศน์มีความเหมาะสมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย   (m = 4.80)  พันธกิจและสื่อ/เหล่งการเรียนรู้   (m = 4.60)  และการวิเคราะห์หลักสูตรสาระการเรียนรู้ช่วงชั้น  ผลการเรียนรู้ที่คาคหวัง  และสาระการเรียนรู้รายปี  หรือรายภาคมีความเหมาะสมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย  (m = 4.40)

 

  อภิปรายผล

การประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อหลักสูตรสาระท้องถิ่น เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเเละเทคโนโลยี  ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น   มีคะเเนนเฉลี่ยเท่ากับ  4.23  อยู่ในระดับความเหมาะสมมาก  โดยผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินครอบคลุมองค์ประกอบทั้ง  13   ด้าน   คือ

1)   วิสัยทัศน์

2)   พันธกิจ

3)   เป้าหมาย

4)   คุณลักษณะอันพึงประสงค์

5)   ตารางวิเคราะห์หลักสูตร  สาระการเรียนรู้ช่วงชั้น   ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง   และสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค

6)   คำอธิบาบรายวิชา

7)   ผังมโนทัศน์

8)   หน่วยการเรียนรู้

9)   แผนการจัดการเรียนรู้

10)  การออกแบบการจัดการเรียนรู้

11)  กระบวนการจัดการเรียนรู้

12)  สื่อ / แหล่งการเรียนรู้

13)  การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

ซึ่งทุกด้านได้รับการประเมินอยู่ในระดับความเหมาะสมมากที่สุด  3  ข้อ   และในระดับเหมาะสมมาก   จำนวน  10  ข้อ  ข้อที่มีระดับคะแนนเหมาะสมมากที่สุด  เรียงตามคะแนนค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย  3  อันดับแรก  ได้แก่  องค์ประกอบของหลักสูตรมี  ผังนโนทัศน์ชัดเจน  ค่าเฉลี่ย  (s = 4.80)   มีพันธกิจเเละสื่อ/แหล่งการเรียนรู้ชัดเจนค่าเฉลี่ย  (s = 4.60)   เท่ากัน  ตามลำดับ  จากเหตุผลดังกล่าว เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าหลักสูตรสาระท้องถิ่นที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นมีคุณภาพ และมีความเหมาะสมที่จะนำไปทดลองใช้ในการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  จริงเป็นหลักสูตรที่มีความเหมาะสมสำหรับนำไปเป็นนวัตกรรมจัดกระบวนการจัดการเรียนรู้   เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อไป    และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน นักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้  ส่งผลให้สามารถนำวัฒนธรรมเเละภูมิปัญญาที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาบูรณาการให้เกิดประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า   เนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น  ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจในการเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง  มีความภาคภูมิใจในผลงาน  ส่งผลให้การจัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรท้องถิ่นประสบผลสำเร็จ

 

  ข้อเสนอแนะ

            1  ควรนำหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น  เรื่อง  ถิ่นสวยด้วยไหม  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ไปใช้ทดลองสอนต่อไป

          2  ควรขยายผลโดยนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายโรงเรียนอื่นๆ  ที่มีความใกล้เคียงกันในชุมชนที่คล้ายคลึงกัน

         3  ควรศึกษาการสร้างหลักสูตรสาระท้องถิ่นในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ

 

บรรณานุกรม

 

กรมวิชาการ, กระทรวงศึกษาธิการ. (2544).  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544. 

                กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิช.

              .  (2545).  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544.  กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช.

กระทรวงศึกษาธิการ.  (2544).  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544.  พิมพ์ครั้งที่  3. 

                กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

กองพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน  กระทรวงศึกษาธิการ.  (2543).  คู่มือการอบรมการพัฒนา

หลักสูตรท้องถิ่น.  กรุงเทพฯ  :  รำไทยเพรส.

ถวัลย์   มาศจรัส.  แนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโครงงาน. มปท, ม.ป.ป.

สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. (2542).  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

.. 2542.  กรุงเ ทพฯ : พริกหวานกราฟฟิก.

สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.  (2540).  แผนพัฒนาเศรษฐกิจ

และสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  8  (พ.ศ.  2545-2549).  ม.ป.ป..

                .  (2544).  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  9  (พ.ศ.  2545-2549). 

             ม.ป.ป.

                 .  (2549).  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  10  (พ.ศ. 2550-2554). 

            ม.ป.ป.